วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิธีสอนแบบดัลตัน (Dalton Laboratory Plan)

รูปแบบการสอนในกลุ่มที่ใช้การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (social family) 
รูปแบบการสอนในกลุ่มที่ใช้การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (social family) เป็นรูปแบบ
การสอนที่ใช้ประโยชน์จากการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยเห็นว่าการจัดการห้องเรียนจะช่วยส่งเสริม
ความสัมพันธ์แบบร่วมมือในห้องเรียน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการเรียนรู้ จุดมุ่งหมายของรูปแบบการสอน
ในกลุ่มนี้มีดังนี้
(1)ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาทางวิชาการและปัญหาของสังคม
(2) พัฒนาทักษะทางด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เรียน
(3)สร้างความตระหนักในด้านค่านิยมของตนและสังคม

วิธีสอนแบบดัลตัน (Dalton Laboratory Plan)
ผู้ริเริ่มวิธีสอนแบบนี้คือ เฮเลน พาร์ค เฮิรสต์ (Helen Parkhurst) ได้ทำการทดลอง ครั้งแรกที่เมืองดัลตัน มลรัฐเมตสาจูเสตต์ สหรัฐอเมริกา วิธีสอนแบบนี้ไม่มีการแบ่งชั้นเรียน และ ไม่จัดตารางสอนเป็นรายชั่วโมง แต่เป็นการจัดห้องแบบทดลอง (Laboratory) กำหนดวิชาตามหลักสูตรไว้ แต่ให้โอกาสเด็กเลือกเรียนตามความสมัครใจและรับผิดชอบในการเรียนการสอนของตน นักเรียนมีสิทธิเลือกเรียนวิชาใดก่อนหลัง หรือนานเท่าใดก็ได้ แล้วแต่ความพอใจความสามารถเป็นการสอนที่ให้เสรีภาพ และความรับผิดชอบแก่เด็กภายในขอบเขตเป็นการสอนที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นหลักสำคัญมีการจัดหาห้องสมุดและอุปกรณ์การสอนไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสะดวกให้การค้นคว้าและทำงานได้สำเร็จตามกำหนดเวลา
                การสอนแบบนี้ฝึกหัดให้นักเรียนรู้จักแบ่งและใช้เวลาโดยเหมาะสม โดยการจัดตารางสอนของตนเองภายใต้การแนะนำของครู ครูมักจะทำกราฟสถิติ แต่ละคนก้าวหน้าไปเพียงใด ถ้าในห้องมีเด็กทำงานหลายคนก็จะต้องแบ่งเป็นหมู่ ครูให้คำแนะนำเด็กเป็นรายบุคคลและมีการประชุมหมู่เป็นครั้งคราวตามความจำเป็น การสอนแบบนี้สิ้นเปลืองมากเพราะจะมีห้องสมุดและอุปกรณ์การสอนแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน
และต้องมีครูที่มีความรู้ความสามารถในการแนะแนวเด็กได้อย่างดีด้วย

วิธีสอนแบบดัลตัน (Dalton Laboratory Plan) เป็นวิธีสอนที่ไม่แบ่งชั้นเรียนและไม่จัดตารางสอนเป็นชั่วโมง  แต่ใช้ห้องทดลอง (Laboratory) ตามวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ทั้งนี้โดยให้โอกาสนักเรียนเลือกเรียนตามความสมัครใจและรับผิดชอบในการเรียนของตน นักเรียนมีสิทธิเลือกเรียนวิชาใดก่อนหลังได้ตามความสนใจ ความถนัด ความสามารถ เป็นการสอนที่ให้เสรีภาพกับนักเรียนภายในขอบเขต การสอนที่ยึดหลักสำคัญที่ความแตกต่างระหว่างบุคคลห้องสมุดและอุปกรณ์การสอนจึงต้องเตรียมไว้อย่างเพียงพอสำหรับการศึกษาค้นคว้า
ข้อดีของการสอนแบบดัลตัน
1.เป็นการสอนที่มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักแบ่งเวลาและใช้เวลาอย่างเหมาะสม
2.นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีการจัดตารางของตนเอง ภายใต้การแนะนำของครู
3.นักเรียนสามารถรู้ว่าการเรียนรู้มีความก้าวหน้าไปเพียงใด
ข้อสังเกตของวิธีสอนแบบดัลตัน
          ครูผู้สอนวิธีนี้ต้องมีความรู้ความสามารถในการแนะแนวนักเรียนได้อย่างดีด้วย

วัตถุประสงค์เฉพาะของ วิธีการสอนแบบดัลตัน  
1.             เพื่อปรับให้นักเรียนแต่ละคนเหมาะสมตามความต้องการ ความสนใจและความสามารถ
2.             เพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของนักเรียนแต่ละคนและความน่าเชื่อถือ
3.             เพื่อเพิ่มศักยภาพของนักเรียนในการเข้าสังคม
4.             เพื่อเพิ่มความรู้สึกของนักเรียนให้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นบ้าน ชุมชน และสังคมของนักเรียน
กำหนดเป้าหมายในการพัฒนานักเรียนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 1 เดือน ใช้ห้องทดลอง (Laboratory) ตามวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร โดยความตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์กลางของประสบการณ์การศึกษา ซึ่งจะใช้ห้องทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนมีการสลับเปลี่ยนระหว่างห้องทดลองกับห้องเรียนและสำรวจดูความก้าวหน้าของตนเอง

สรุปวิธีการสอนแบบดัลตัน
                            วิธีการสอนแบบดัลตันเป็นวิธีที่ไม่มีการแบ่งชั้นเรียน และไม่จัดตารางสอนเป็นรายชั่วโมง แต่เป็นการจัดห้องแบบทดลอง กำหนดวิชาตามหลักสูตรไว้ ให้โอกาสเด็กเลือกเรียนตามความสมัครใจและรับผิดชอบในการเรียนการสอนของตน นักเรียนมีสิทธิเลือกเรียนวิชาใดก่อนหลังหรือนานเท่าใดก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ความสามารถ เป็นการสอนที่ให้เสรีภาพและความรับผิดชอบ เด็กภายในขอบเขตเป็นการสอนที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นหลักสำคัญ มีการจัดหาห้องสมุดและอุปกรณ์การสอนไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสะดวกให้การค้นคว้าและทำงานได้สำเร็จตามกำหนดเวลา 
ข้อดีของการสอนแบบดัลตัน
1. เป็นการสอนที่มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักแบ่งเวลาและใช้เวลาอย่างเหมาะสม
2. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีการจัดตารางของตนเอง ภายใต้การแนะนำของครู
3. ครูมักจะทำกราฟสถิติ แต่ละคนก้าวหน้าไปเพียงใด ถ้าในห้องมีเด็กทำงานหลายคนก็จะต้องแบ่งเป็นหมู่
ข้อเสียของการสอนแบบดัลตัน
1. การสอนแบบนี้สิ้นเปลืองมากเพราะจะมีห้องสมุดและอุปกรณ์การสอนแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน
ข้อสังเกตของวิธีสอนแบบดัลตัน
1. ครูผู้สอนวิธีนี้ต้องมีความรู้ความสามารถในการแนะแนวนักเรียนได้อย่างดีด้วย


ที่มา
http://narin2010.igetweb.com/articles/512814/การสอน.html.วิธีการสอนเพื่อการจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนการสอน. เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม 2558.
               http://www.neric-club.com/data.php?page=21&menu_id=76. วิธีสอนแบบดัลตัน (Dalton Laboratory Plan).เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม 2558.

https://en.wikipedia.org/wiki/Dalton_Plan. Dalton Plan. เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม 2558.

การพัฒนาทักษะ/กระบวนการให้เหตุผล

การพัฒนาทักษะ/กระบวนการให้เหตุผล
         วิชัย เสวกงาม. (2557 : 207-223) ได้กล่าวไว้ว่า การให้เหตุผลเป็นความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ที่เป็นอิสระจากความรู้เดิมที่ได้มา การให้เหตุผลเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ในขณะที่ความสามารถในการให้เหตุผลนี้จะทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมต่อให้เด็กเกิดความสามารถในด้านอื่นๆ ความสามารถในการให้เหตุผลในวัยเด็กสามารถทำนายผลสัมฤทธิ์ในโรงเรียน มหาวิทยาลัยและผลการปฏิบัติงานในการประกอบอาชีพได้  นอกจากนี้ปัญหาในการตัดสินใจมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นมีการพัฒนาและความเป็นอิสระมากขึ้นอีกทั้งยังต้องเผชิญกับทางเลือกมากขึ้น ซึ่งทางเลือกต่างๆ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและผู้อื่น  บางส่วนของทางเลือกเหล่านี้อาจรวมถึงการค้นหาอาชีพ การมีเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่หรือเสพยาเสพติดอื่นๆ ดังนั้นความสามารถในการให้เหตุผล นอกจากจะเป็นพื้นฐานและเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาระดับสติปัญญาและทักษะการคิดขั้นสูงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเพื่อการประกอบอาชีพและการลดพฤติกรรมเสี่ยงในอนาคตอีกด้วย การสอนให้ผู้เรียนมีความสามารถในการให้เหตุผล และสามารถใช้ชีวิตอย่างประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ครูต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสามารถสอนให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง การสอนความรู้ในเนื้อหาผนวกกับการใช้สถานการณ์ที่จะช่วยให้ผู้เรียนวินิจฉัยและแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม และสามารถดึงทรัพยากรมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเรียนรู้และเข้าใจกฎและหลักการของอาชีพที่ผู้เรียนจะประกอบในอนาคตได้อีกด้วย
        สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556 : 50-61) ได้รวบรวมและกล่าวไว้ว่า ความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning Abilities) หมายถึงความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ และด้านการดำเนินชีวิตโดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า แก้ปัญหา หรือตัดสินใจอย่างมีหลักการและเหตุผล บนพื้นฐานของข้อมูล สถานการณ์ หรือสารสนเทศที่เพียงพอโดยยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น

แนวคิด
        เป็นการจัดสถานการณ์หรือปัญหาที่น่าสนใจให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ  ผู้สอนจะใช้คำถามกระตุ้น  ด้วยคำว่า  ทำไม  อย่างไร  เพราะเหตุใด  เป็นต้น  พร้อมทั้งให้ข้อคิดเพิ่มเติม  เช่น “ถ้า......แล้ว  ผู้เรียนคิดว่า  จะเป็นอย่างไร”  เหตุผลที่ไม่สมบูรณ์ต้องไม่ตัดสินว่าไม่ถูกต้อง  แต่ใช้คำพูดเสริมแรงให้กำลังใจ  เช่น  “คำตอบที่นักเรียนให้มีบางส่วนถูกต้อง  นักเรียนคนใดจะอธิบายหรือให้เหตุผลเพิ่มเติมของเพื่อนได้อีกบ้าง”  เพื่อให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้น

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วิธีการจัดการเรียนรู้
1. ให้นักเรียนพบกับโจทย์ปัญหาที่น่าสนใจเป็นปัญหาที่ไม่ยากเกินที่นักเรียนจะคิดและให้เหคุผลของคำตอบได้
2.   ผู้เรียนมีโอกาส   มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นในการใช้และให้เหคุผลของตนเอง
3.  ผู้สอนช่วยสรุปและชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจว่าเหตุผลของผู้เรียนถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่  ขาดตกบกพร่องอย่างไร
ประโยชน์
                การพัฒนาทักษะ/กระบวนการให้เหตุผล  เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถคิดอย่างมีเหตุผลและรู้จักให้เหตุผลและร่วมกันหาคำตอบ 


สรุป
            ความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning Abilities) หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ และด้านการดำเนินชีวิตโดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า แก้ปัญหา หรือตัดสินใจอย่างมีหลักการและเหตุผล บนพื้นฐานของข้อมูล สถานการณ์ หรือสารสนเทศที่เพียงพอโดยยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ  การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันรูปแบบการเรียนการสอนแบบการพัฒนาทักษะโดยวิธีการให้เหตุผลประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสำรวจค้นคว้า (Exploration) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และขั้นประเมินผล(Evaluation)
       ดังนั้นความสามารถในการให้เหตุผล นอกจากจะเป็นพื้นฐานและเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาระดับสติปัญญาและทักษะการคิดขั้นสูงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเพื่อการประกอบอาชีพและการลดพฤติกรรมเสี่ยงในอนาคตอีกด้วย การสอนให้ผู้เรียนมีความสามารถในการให้เหตุผล และสามารถใช้ชีวิตอย่างประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ครูต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสามารถสอนให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง การสอนความรู้ในเนื้อหาผนวกกับการใช้สถานการณ์ที่จะช่วยให้ผู้เรียนวินิจฉัยและแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม และสามารถดึงทรัพยากรมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเรียนรู้และเข้าใจกฎและหลักการของอาชีพที่ผู้เรียนจะประกอบในอนาคตได้อีกด้วย